Bullet Train เป็นหนังที่ตลกแบบ Deadpool มีเพลงประกอบเข้ามาเล่นแบบ Guardian of the Galaxy แอ็คชั่นสนุกเกือบจะคล้ายๆ Mission Impossible และใช้การเล่าเรื่องผูกปมกลับไปกลับมาแบบ How I met your mother
หลายเดือนก่อนมีตัวอย่างหนังเรื่องนึงเด้งขึ้นมาแนะนำให้ดูในยูทูป แบรด พิตต์ แสดงนำ เล่าเรื่องตัวเอกอาชีพรับจ้างทำงานนอกกฏหมาย ต้องขึ้นไปขโมยของชิ้นนึงบนรถไฟชินคันเซ็นที่ญี่ปุ่น แต่ที่น่าสนใจคือเพลงประกอบกับจังหวะต่างๆ ในตัวอย่างมันดูสนุก และมีสไตล์จังหวะน่าสนใจมากๆ ตอนนั้นคิดว่ายังไงหนังเรื่องนี้ก็ต้องไปดูแน่ๆ ปกติไปดูแต่หนังมาร์เวล ไปดูหนังเรื่องอื่นที่เนื้อเรื่องมันไม่ต้องฟอร์มยักษ์มาก อยู่แค่ในรถไฟขบวนเดียวทั้งเรื่องนี่แหละ น่าจะสนุก
เวลาผ่านไปหลายเดือน เห็นข่าวเแวบๆ ผ่านหน้าเฟซไปว่าหนังถูกเลื่อนฉาย ไม่แน่ใจ่ว่าเลื่อนครั้งเดียวหรือสองครั้ง แต่คือเลื่อนจนลืมไปเลยว่าเมื่อไหร่มันจะเข้าโรง จนวันนี้มีธุระออกไปข้างนอก พอเสร็จธุระแล้วเลื่อนเฟซไปเรื่อยๆ เจอรีวิวหนังเรื่องนี้ก็ตกใจนิดหน่อยว่าเห้ย มันจะฉายแล้วเหรอ เพจดังๆ เขาถึงได้ไปดูรอบสื่อกัน เลยลองเช็ครอบหนังในแอพดู ปรากฏว่าหนังเข้าโรงแล้ว ก็เลยหาข้าวกินแล้วมุ่งหน้าไปโรงหนังเลย
เข้าเรื่อง… จากนี้จะขอรีวิวแบบพยายามไม่สปอย จะพยายามเลี่ยงพูดสิ่งที่อยู่ในหนังให้น้อยที่สุด
โดยพื้นฐานสไตล์เรื่อง มันเป็นหนังที่เดินเรื่องเร็วแบบทุกอย่างเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงบนรถไฟขบวนเดียวทั้งเรื่อง ไม่แน่ใจว่าแบบนี้เขาเรียกว่าแนวไหน ส่วนตัวไม่เคยดู จอห์น วิค แต่เห็นมีคนบอกว่าเหมือนๆ กัน หนังค่อยๆ แนะนำตัวละครต่างๆ เข้ามาเรื่อยๆ แล้วค่อยเล่าที่มาที่ไปของแต่ละคนจนมาบรรจบกันในรถไฟขบวนนี้
ตอนเด็กๆ เคยอยากแต่งเรื่องที่ตัวละครต่างๆ นึกย้อนความไปถึงภาคที่แล้วแบบเท่ๆ แล้วมีปมปูมาถึงตอนล่าสุด ทำให้ตอนนี้มันน่าติดตามมากๆ กันมั้ย คือผมเคย แต่กว่าจะนึกเนื้อเรื่องภาคแรกออกก็ขี้เกียจแล้ว หนังเรื่องนี้ก็อารมณ์ประมาณนั้น ทุกอย่างปูมาหมดแล้ว แต่ขี้โกงมาเล่าซ้อนไปซ้อนมาทีหลัง แถมเล่าได้อย่างมีจังหวะให้เชื่อมโยงออกมาเป็นการเฉลยปมได้
ถ้าใครเคยดูซีรี่ส์ซิทคอมเรื่อง How I met your mother (สนุกมาก แนะนำให้ไปหาดูกัน) ที่ซีซั่นหลังๆ แต่ละตอนมันจะมีการแฟลชแบล็กไปมาบ่อยมากๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของเรื่อง คือฉากเดิมจะเอามาเล่าซ้ำ แต่อาจจะเล่ายาวขึ้นหรือเล่าในมุมใหม่ๆ มันคือแบบนั้นเลย แต่อันนี้อยู่ในฉบับหนังโรง มีความอลังการกว่าแต่คอนเซ็ปต์เดียวกันเป๊ะ ไม่ใช่แค่วิธีการเล่าเรื่อง แต่มันเป็นการผสมระหว่างคอเมดี้กับการแทรกประเด็นต่างๆ เข้าไปแบบเนียนๆ ด้วย
พูดถึงเรื่องการแทรกประเด็น หนังเรื่องนี้มีความทันสมัยมากๆ ในเรื่องของการแอบแฝงประเด็นทางสังคม แล้วมันใส่ไปแบบเนียนมาก ไม่ได้ดูฝืน เช่น แบรด พิตต์ โดนแซวว่าหน้าเหมือนคนขาวโฮมเลสที่เห็นได้ทั่วไป หรือเรื่องที่พระเอกมีปัญหาต้องพบนักบำบัด แล้วเอาโควทแรงบันดาลใจมาเล่าเป็นมุกทั้งเรื่อง คือมันเล่าแบบเนียนมากๆ คนเก็ทก็เก็ท ไม่เก็ทก็ไม่เป็นไร หนังก็สนุกอยู่ดี
นอกจากนี้ฉากแอ็คชั่นกับเพลงประกอบก็ถือว่าเด็ด สู้กันแบบใช้อาวุธทุกรูปแบบที่จะหาได้จากในรถไฟหรือไม่ก็เท่าที่จะพกขึ้นมาได้ แถมเพลงประกอบก็เข้ามาก ยิ่งฉากท้ายๆ นี่คืออย่างเท่ อารมณ์เหมือนหลุดออกมาจากหนังแปลงร่างญี่ปุ่นไม่ก็อนิเมซักเรื่อง บางอย่างในเรื่องถึงจะขัดความจริงไปหน่อย แต่ช่างแม่งเหอะ หนุกเกินไม่ต้องไปสนมัน ว่าทำไมตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อะไรที่บางที่ควรจะอยู่มันหายหัวไปไหนหมด
สรุปสั้นๆ
โดยรวมมันเป็นหนังคอเมดี้แอคชั่นที่มันส์และเท่มากๆ และ มีโมเม้นซึ้งๆ กับประเด็นดีๆ ให้คิดตามได้อยู่ กำกับโดย ผกก. Deadpool 2 รวมดาวนักแสดงดังหน้าคุ้นในยุคนี้ บวกกับนักแสดงรับเชิญบทเล็กบทน้อยเยอะแยะเต็มไปหมด แนะนำให้ไปดูมากๆ ครับ

ใส่ความเห็น